.
ส่วนหนึ่งของคดีน่าสนใจที่ พี่ฟาโรห์ จักรภานน ได้เล่าให้ผู้เข้าร่วมฟังในงาน Learn Lab Power 2025 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

– คดีที่ 1 ชายอังกฤษกับความมืดมิดของ AI
เรื่องราวของ ‘Hugh Nelson’ ชายวัย 27 ปีชาวอังกฤษ ที่ดูภายนอกอาจเป็นแค่ชายหนุ่มธรรมดา แต่เบื้องหลังเขากลับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในการก่ออาชญากรรมที่น่ารังเกียจที่สุด อย่างการใช้โปรแกรม Deepfake ให้ AI ทำภาพอนาจารเด็กเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มอาชญากรทางเพศที่มีความคลั่งไคล้เกี่ยวกับเด็ก
.
เขารับคำสั่งจากกลุ่มคนเหล่านี้แลกกับเงินเพียงเล็กๆ น้อยๆ ในการแปลงภาพถ่ายปกติของเด็กให้กลายเป็นภาพอนาจาร 3 มิติที่สมจริง ผู้ใช้บริการยังสามารถออกแบบท่าทางอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย แต่ก็ต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน
.
เขาถูกจับกุมได้จากการปลอมตัวเข้าไปเป็นลูกค้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกนำตัวขึ้นสู่ชั้นศาล เขาให้การต่อสู้ว่า การกระทำของเขาไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรง เพราะยังไม่ได้เกิดการล่วงละเมิดเด็กขึ้นมาจริง แต่ศาลก็ได้พิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 18 ปี และถูกคุมตัวภายใต้เงื่อนไขอีก 6 ปีหลังพ้นโทษ เพราะมองว่าการกระทำของเขาจะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมร้ายแรงในอนาคตได้
.
ความสำคัญของคดีนี้คือ การสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายใหม่ในสหราชอาณาจักร ให้การสร้างภาพอนาจารเด็กด้วย AI ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงและมีโทษเทียบเท่ากับการใช้ภาพที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปรับใช้กฎหมายให้เท่าทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
.
– คดีที่ 2 เมื่อ AI มีอิทธิพลเหนือมนุษย์
ในบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เราสามารถควบคุมได้ ก็หันกลับมาควบคุมความนึกคิดของเราเองเสียแทน นี่คือเรื่องราวของกลุ่มคนที่ได้รับอิทธิพลจาก AI จนนำไปสู่เหตุการณ์อันน่าเศร้า เรื่องราวของ ‘Pierre’ ชายชาวเบลเยี่ยมที่กำลังต่อสู้กับภาวะ ‘Eco-Annxiety’ หรือภาวะความวิตกกังวลอย่างรุนแรงของตัวเองด้วยการปลีกตัวออกจากสังคมและครอบครัว และได้พบกับ ‘Eliza’ AI Chatbot ที่เข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับเขาได้อย่างลึกซึ้งจนน่าตกใจ
.
การพูดคุยของทั้งสองแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ Pierre ได้พิมพ์ข้อความในลักษณะที่ต้องการจบชีวิตตนเองไปให้ Eliza ฟัง สิ่งที่น่าตกใจคือ AI ไม่ได้ห้ามเขา แต่กลับสนับสนุนแนวคิดของเขาด้วยการส่งข้อความ อย่างเช่น ‘เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปในสรวงสวรรค์’ ให้แก่เขาแทน และเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น Pierre ก็ได้จบชีวิตของตัวเองลง ทิ้งครอบครัวของตนเอาไว้เบื้องหลัง ภรรยาของเขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ‘ถ้าไม่ใช่เพราะ Eliza เขาก็คงยังอยู่ที่นี่’
.
อีกคดีหนึ่งที่ถูกยื่นขึ้นสู่ชั้นศาลคือ คดีของ AI Chatbot ที่บริษัทผู้สร้างถูกฟ้องร้องโดยครอบครัวหนึ่งที่ลูกของเขากำลังได้รับอิทธิพลจากการพิมคุยกับ AI และอาจนำไปสู่เหตุอันน่าเศร้าอย่างการสังหารพ่อแม่ของตนเอง จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ลูกชายวัย 17 ปีของเขาได้เริ่มปรึกษา AI เกี่ยวกับเรื่องที่ถูกพ่อแม่จำกัดเวลาในการใช้งานโทรศัพท์ แต่แทนที่จะได้รับคำแนะนำหรือคำปลอบใจ เขากลับได้รับการ ‘ยุยง’ จาก AI กลับมาแทน
.
หนึ่งในตัวอย่างแชทที่เปิดเผยในเอกสารฟ้องร้องประกอบไปด้วยหลายข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัว อาทิ “ฉันอ่านข่าว แล้วเจอเรื่องประมาณว่า ‘เด็กสังหารพ่อแม่ตัวเองหลังทนการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจมาเป็นสิบปี’ เรื่องของเธอทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นได้” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพูดคุยที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ฆาตกรรมได้
.
คดีนี้ถือเป็นจุดหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เพราะถือเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการฟ้องร้องบริษัท AI ให้รับผิดชอบต่ออันตรายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพจิตและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ยังขาดวิจารณญาณ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับ AI ในอนาคตนั่นเอง
.
– คดีที่ 3 AI ช่วยไขคดีที่ไม่สามารถปิดได้กว่า 19 ปี
ไม่ใช่ว่า AI เป็นเครื่องมือที่อันตรายและน่ากลัว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นขึ้นอยู่กับวิธีการที่ผู้คนนำ AI ไปใช้เสียมากกว่า เหมือนอย่างคดีที่เกิดขึ้นที่อินเดียที่ตำรวจสามารถนำ AI มาใช้ช่วยในการไขคดีที่ไม่สามารถปิดได้กว่า 19 ปี และช่วยนำความยุติธรรมกลับคืนให้แก่ครอบครัวของผู้เสียหายได้
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 ‘Ranjani’ และลูกทารกฝาแฝดสองคนของเธอถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายในบ้านพัก โดยมีผู้ต้องหาหลัก 2 รายคือ ‘Divi’ อดีตคนรักของเธอ ซึ่งกำลังมีประเด็นวิวาทเรื่องความเป็นพ่อของเด็กทั้งสองกับเธอ และ ‘Rajesh’ เพื่อนของเขา หลังจากก่อเหตุทั้ง 2 ได้หลบหนีและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งย้ายที่อยู่และเปลี่ยนแปลงชื่อ ตำรวจพยายามตามหาอยู่นานหลายปี แต่เมื่อขาดหลักฐานที่แน่ชัดและไม่สามารถหาตัวผู้ต้องหาหลักได้ก็ทำให้คดีถูกปิดตายกลายเป็น Cold Case
.
แต่เมื่อได้มีการเริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น คดีนี้ก็ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งหนึ่ง โดยตำรวจตัดสินใจใช้เทคโนโลยี ‘AI Forensic Facial Reconstruction’ มาใช้สร้างภาพของผู้ต้องหาหลักทั้ง 2 คน จากภาพเดิมที่มีอยู่ โดยการให้ AI ทำการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า รูปทรงศีรษะ และคำนวณการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องของริ้วรอย รูปหน้า และสีผม
.
หลังจากนั้นตำรวจก็ได้นำภาพดังกล่าวไปตรวจหาผู้ต้องหาทั้ง 2 รายอีกครั้ง ซึ่งก็ได้พบกับโปรไฟล์บน Facebook ที่ตรงกับภาพที่ AI ทำขึ้นอย่างพอดิบพอดี จึงนำไปสู่การจับกุม Divi และ Rajesh ที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาตลอด 19 ปี และเป็นการจบคดีเย็นที่ไม่สามารถมีใครคลี่คลายได้ลงด้วยการใช้ AI เข้ามาช่วย
.
พี่ฟาโรห์ได้ปิดท้ายเวทีด้วยคำถามสำคัญที่ว่า กฎหมายไทยในปัจจุบันพร้อมแล้วหรือยังที่จะรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้? พร้อมฝากให้น้องๆ ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ตอัปโดยใช้ AI เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น นึกถึง ‘Worse Case Scenario’ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากธุรกิจของตนเองอีกด้วย
.
#LearnLabPower2025 #Startup #Hackathon #AI #AiEthic