Revive Economy คือ เศรษฐกิจแห่งการฟื้นคืน การปลูกแนวคิดของการไม่ปล่อยทรัพยากรให้เสียเปล่า ต้องนำกลับมาฟื้นคืนชีวิต ฟื้นคืนคุณค่าอีกครั้ง เพื่อที่นำกลับมาใช้หรือต่อยอดได้ต่อไปอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วย 4 แนวคิดหลัก

Re-Value ฟื้นคืนคุณค่าสิ่งของด้วยการรีและอัปไซเคิล
การรีไซเคิลและอัปไซเคิลเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลก โดยตลาดการรีไซเคิลนั้นมีมูลค่ามากถึง 8 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 11 ล้านล้านบาทในอีก 8 ปีข้างหน้า ในขณะที่มูลค่าตลาดของการอัปไซเคิลที่โดดเด่นนั้นเป็นตลาดอัปไซเคิลของฝั่งอาหารที่มีมูลค่าสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท และฝั่งแฟชั่นที่มีมูลค่า 2 แสนล้านล้านบาทในปี 2025 และมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
โดยเหตุผลที่ตลาดนี้กำลังเติบโตนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก ‘ผู้บริโภค’ ในยุคใหม่นั่นเอง โดยข้อมูลของ PWC แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคในยุคใหม่กว่า 51% เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งปัจจัยด้านการลดขยะหรือการรีไซเคิลของแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์เป็นเหตุผลในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่มากถึง 40% เลยทีเดียว
ตัวอย่างธุรกิจที่น่าสนใจใน Re-Value: Tlejourn ทะเลจร ธุรกิจที่นำรองเท้าที่เป็นขยะทะเลมาแปรรูปด้วยการบดรวมกัน และนำกลับมาทำเป็นรองเท้าอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้กำลังต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้นโดยการทำเป็นแผ่นยางสำหรับรองพื้นสำหรับสนามเด็กเล่นอีกด้วย
Re-Form ฟื้นคืนด้วยการซ่อมแซม เปลี่ยนโฉมให้เหมือนใหม่
อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันคือ ‘การซ่อมแซม’ ที่ตอนนี้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 56 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าเกือบ 10% และมีแนวโน้มจะเติบโตสูงถึง 76 ล้านล้านบาทในอีกเพียง 4 ปีข้างหน้า เป็นเพราะผู้คนสมัยใหม่หันมาเลือกการ ‘ซ่อม’ เป็นทางเลือกแรกก่อนการ ‘ทิ้ง’ ทำให้มูลค่าตลาดรวมถึงอาชีพและตำแหน่งงานในด้านนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากนั่นเอง
.
นอกจากนี้การซ่อมแซมยังสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย โดยข้อมูลจาก U.S PIRG แสดงให้เห็นว่า ครัวเรือนชาวอเมริกาต้องเสียเงินในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เข้าบ้านถึง 6 หมื่นบาทในทุก ๆ ปี และสร้างขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าถึง 6.9 ล้านตันต่อปี ซึ่งหากพวกเขาเลือกที่จะซ่อมเครื่องใช้เหล่านี้แทนการทิ้ง จะสามารถช่วยให้พวกเขาประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 22% เลยทีเดียว ทั้งยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะอีกด้วย
ตัวอย่างธุรกิจที่น่าสนใจใน Re-Form: Patagonia หนึ่งในแบรนด์รักษ์โลกที่แสดงจุดยืนได้ชัดเจนและมั่นคงที่สุด โดยอีกหนึ่งความน่าสนใจคือ การที่แบรนด์นี้กระตุ้นให้เหล่าลูกค้าของพวกเขาเลือกการซ่อมแซมแทนการทิ้ง ด้วยการส่งชุดซ่อมให้แก่ลูกค้าสำหรับสินค้าที่มีการเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ พร้อมด้วยการมีคู่มือสำหรับการซ่อมแซมบนเว็บไซต์ให้สามารถลูกค้าสามารถทำตามได้อย่างง่ายดาย
รวมถึงมีทีมสำหรับการซ่อมแซมโดยเฉพาะประจำศูนย์อีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้นอกจากจะทำให้เกิดวัฒนธรรมการซ่อมในหมู่ลูกค้า ยังทำให้เกิดการเชื่อมกันระหว่างลูกค้าและแบรนด์จนนำไปสู่การมี Brand Loyalty อีกด้วย
Re-Generate ฟื้นคืนของเหลือใช้ นำมาเป็นรากฐานของสิ่งใหม่
การนำวัตถุดิบเหลือใช้ไปเป็นรากฐานของสิ่งใหม่คืออีกหนึ่งหลักการที่จำเป็นสำหรับอนาคต โดยรายงานจาก Ellen Macarthur Foundation แสดงให้เห็นว่า การนำวัตถุดิบเหลือใช้หรือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นรากฐานในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากถึง 20-22 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยการปล่อยก๊าซ CO2 ได้มากถึง 250,000 ตันต่อปี โดยโรงงานในสหราชอาณาจักรที่ได้นำหลักการนี้ไปใช้สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้มากถึง 39 ล้านตันเลยทีเดียว ทั้งยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะ และลดพลังงานในการกำจัดขยะอีกด้วย
ตัวอย่างธุรกิจที่น่าสนใจใน Re-Generate: Kaffeeform แบรนด์ที่รวบรวมกากกาแฟเหลือใช้จากทุก ๆ คาเฟ่ในกรุงเบอลิน ประเทศเยอรมัน เพื่อนำมาพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์สายรักษ์โลก อย่าง แก้วกาแฟ ถาดวางของ หรือแม้กระทั่งนาฬิกา ที่มีอายุใช้งานยาวนานหลายปี แถมยังผ่านการรับรองมาตรฐานจาก EU Food Regulation อีกด้วย
Re-Tourism ฟื้นคืนธรรมชาติและชุมชน ด้วยการท่องเที่ยวสีเขียว
หากจะพูดถึงความยั่งยืนแล้ว อีกหนึ่งภาคที่เติบโตขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดคือ ภาคของการท่องเที่ยว ที่กำลังมุ่งสู่การท่องเที่ยวสีเขียวอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่ามากถึง 65 ล้านล้านบาท และจะพุ่งขึ้นสูงถึง 235 ล้านล้านในอีก 8 ปีข้างหน้า ข้อมูลจาก statista แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันกว่า 80% ทั่วโลกคิดว่าการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต และเริ่มที่จะปรับเปลี่ยนนิสัยการท่องเที่ยวของตนเอง ให้สอดคล้องไปกับวิถีการรักษ์โลกมากยิ่งขึ้น เช่น ลดการเดินทางด้วยเครื่องบิน เลือกการท่องเที่ยวหรือที่พักแบบชุมชน ฯลฯ
กระแสการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่กำลังมาแรงนี้อีก ทำให้อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลดลงถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วงที่ภาคอุตสาหรรมกำลังพีคที่สุดในปี 2019 แถมยังมีการนำสถานที่เก่า หรือเซตฉากละครที่ไม่ได้ใช้งานแล้วกลับมาทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกครั้ง ซึ่งทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างไร้ประโยชน์ และเป็นการเพิ่มรายได้ เพิ่มอาชีพให้แก่ชุมชนในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย
ตัวอย่างธุรกิจที่น่าสนใจใน Re-Tourism: Local Alike ธุรกิจที่จับเอาการท่องเที่ยวมาผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นชุมชนได้เป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักและสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชนผ่านการท่องเที่ยว การแสดง หรือแม้กระทั่งอาหาร ก่อให้เกิดรายได้และการรักษาไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ที่มา: Business Research Insights, Market Research Future, Precedence Research, PWC, RetailDIVE, The Business Research Company, U.S. PIRG Education Fund, Ellen Macarthur Foundation, NORDREGIO, Statista, World Travel & Tourism Council, Rootsanalysis, Kaffeeform